วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

 10 แนวคิดเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในอนาคต (Concept Phone)

1..Oho-idea สำหรับแนวคิดแปลกใหม่น่าสนใจของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในอนาคตหรือ Concept Phone ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตล้ำสมัย ฟังก์ชั่นการทำงานหลากหลาย ไม่ยึดติดกับรูปร่างลักษณะแบบเดิมๆ ของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ตอบสนองผู้ใช้งานและเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีใน อนาคต
Weather Cell Phone Concept : แนวคิดเพื่อบอกสภาพดินฟ้าอากาศ
แนวคิดมือถือ โทรศัพท์มือถือบอกสภาพดินฟ้าอากาศ (Weather Cell Phone Concept) มีแนวคิดและจุดเด่นตรงตัวเครื่องทำจากวัสดุ โปร่งใส ขนาดบางเฉียบ หน้าจอสามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่ตัวเครื่อง ใช้ระบบสัมผัสในการควบคุมการทำงาน สามารถตรวจวัดสภาพอากาศในปัจจุบันแล้วแสดงผลบนตัวเครื่องได้ อย่างเช่น อากาศปลอดโปร่ง หน้าจอจะใสแจ๋ว หากฝนตกตัวเครื่องก็จะมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่ และถ้ามีหิมะตกหน้าจอก็จะเป็นฝ้าด้วยไอความเย็นของหิมะ และหากต้องการโทรออกหรือเขียนข้อความ เพียงแค่ใช้ปากเป่าลมไปยังหน้าจอ ก็สามารถเขียนตัวอักษรหรือวาดรูปต่างๆ ลงไปได้เลย
ผลงานการออกแบบของ Seunghan Song
2..Mobile script Concept : แนวคิดหน้าจอระบบ สัมผัสที่สามารถดึงเข้า-ออก
โดย แนวคิดโทรศัพท์มือถือร่วมสมัย เพื่อต้องการความคล่องตัวในการใช้งาน ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 9.5 นิ้วที่สามารถดึง เข้า-ออกจากตัวเครื่องด้านข้างได้ หรือที่เรียกว่า "Script Concept" ซึ่งเหมือนวิธีการ ส่งสาร จดหมายสมัยโบราณ ที่ส่งเป็นลักษณะม้วนกระดาษ นับว่าเป็นแนวคิดที่ดี ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสมัยใหม่ได้ดีทีเดียว
ผลงานการออกแบบของ Aleksander Mukomelov
3..Projector Cell Phone Concept: แนวคิดมือถือติดโปรเจคเตอร์
แนวคิดมือถือโทรศัพท์มือถือที่ต้องการเป็นมากกว่ามือถือธรรมดา เป็นแนวคิดสมาร์ทโฟนขนาดบางเฉียบ ติดโปรเจคเตอร์หรือเครื่องฉายภาพ (Projector Concept) ไว้ ตรงกลางของตัวเครื่องรอยต่อระหว่างจอแสดงผลที่สามารถหมุนขึ้นได้กับแผงปุ่ม กด ผู้ใช้สามารถส่งภาพในโทรศัพท์ออกไปยังฉากหรือผนังเพื่อรับชมภาพในขนาดใหญ่ ได้
ผลงานการออกแบบของ Stefano Casanova
4..Alarm Clock Cell Phone Concept: แนวคิดมือถือกับนาฬิกาปลุกตั้งโต๊ะ
แนวคิดโทรศัพท์มือถือนาฬิกาปลุกตั้งโต๊ะ Sony Ericsson รูปทรงคล้ายนาฬิกาปลุกตั้งโต๊ะ มองเห็นเวลาชัดเจนด้วยรูปแบบนาฬิกาดิจิตอลขนาดใหญ่ มีเครื่องเล่น Walkman, ติดกล้องถ่ายรูป และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด AAA 2 ก้อน
ผลงานการออกแบบของ Carl Hagerling
5..Pen Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือ ถือรูปทรงปากกา
แนวคิดโทรศัพท์มือถือรูปทรงปากกา ความยาว 8.7 นิ้ว ปุ่มกดตัวเลข 1-9 เรียงจากหัวปากกาไป ด้านบน ถัดไปเป็นจอแสดงผล รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD ภายในประกอบด้วย ฟังก์ชั่นพื้นฐานเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป เพียงแต่ว่าง่ายต่อการพกพาสะดวกกว่าเท่านั้น
6..Edge Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือถือรูปทรงสไลด์หรู
แนวคิดโทรศัพท์มือถือรูปทรงสไลด์ ที่มีแผงปุ่มกดทำจากวัสดุโปร่งใส ขนาดบาง ใช้ระบบสัมผัส เมื่อเราต้องการกดหมายเลขก็เพียงเลื่อนสไลด์แผงปุ่มที่ใสๆ ออกมาเท่านั้นเอง
ผลงานการออกแบบของ Chris Owens
7..Grass Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือ ถือต้นหญ้า
แนวคิดโทรศัพท์มือถือต้นหญ้าหรือ Grass Cell Phone มาจากแนวคิดเนื่องด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ เทคโนโลยีให้ควบคู่กันไปได้อย่างลงตัว จึงไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมือถือต้นหญ้าเครื่องนี้ก็จะค่อยๆ ย่อยสลายตัวเองไปตามกาลเวลาภายในระยะเวลา 2 ปี เพราะว่าวัสดุที่ใช้ทำเป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้นั่นเอง
ผลงานการออกแบบของ Je-Hyun Kim
8..Mechanical Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือ ถือพลังงานกล
แนวคิดโทรศัพท์มือถือพลังงานจากกลไกการหมุนตัว เครื่อง ด้วยการใช้นิ้วสวมลงไปในรูวงกลมแล้วหมุนโทรศัพท์ไปรอบๆ นิ้วมือ เพียงแค่นี้โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ก็มีพลังงานเพิ่มขึ้นพร้อมด้วยหน้า จอแสดงผลระบบสัมผัสบอกสถานะการชาร์จ
ผลงานการออกแบบของ Mikhail Stawsky
9..Flexible Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือ ถือกำไลข้อมือ
แนวคิดโทรศัพท์มือถือกำไลข้อมือ หรือนาฬิกา โดยตัวเครื่องทำมาจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอ ยึดปลายทั้งสองเข้าหากัน ใช้เป็นกำไลข้อมือ พกพาไปไหนได้สะดวกมากขึ้น
ผลงานการอกแบบของ Shirley A. Roberts
10..Ear Cell Phone Concept: แนวคิดโทรศัพท์มือ ถือหูฟังล่องหน
แนวคิดโทรศัพท์มือถือหูฟังล่องหนหรือที่เรียก ว่า "Ilshat Garipov" ออกแบบให้มีขนาดบาง เฉียบ มีลักษณะคล้ายคลิปหนีบ ดึงส่วนยื่นออกมาเกี่ยวกับช่องหู คล้ายหูฟัง วัสดุประกอบตัวเครื่องแต่ละชั้นใช้โพลิเมอร์สอดแทรกด้วยชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์จำนวนมากสามารถตรวจจับผิวหน้าสัมผัสกับตัวเครื่องเปลี่ยนสีพื้น ผิวโทรศัพท์ให้เหมือนกับบริเวณที่ส่วมใสอยู่ ดูผ่านๆ แล้วเหมือนกับโทรศัพท์ล่องหนได้
ผลงานการอกแบบของ Kambala
Credit :  http://oho-idea.blogspot.com/2010/03/wow-wow-concept-phone-10.html










มายาแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก วันนี้คุณกด"like"หรือยัง


โซเชียลเน็ตเวิร์กโดยทั่วๆ ไปจะมีไอคอนให้กดสำหรับบอกความรู้สึกต่อเนื้อหาที่มีคนโพสต์หรือความเห็นต่อ ท้ายโพสต์ว่าชอบหรือไม่ชอบ ที่คุ้นๆ กันหน่อยก็คือปุ่ม"like" ของเฟซบุ๊ก ซึ่งโดยทั่วๆ ไปมักจะคิดว่าเป็นตัวชี้วัดความนิยมแบบหนึ่ง อย่างที่เราเห็นจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนที่มักจะอาศัยจำนวนการกดไลค์ในเฟซบุ๊กประกอบ เช่น "...แค่วันเดียวจำนวนคนกดไลค์พุ่ง 20,000 ไลค์" แบบนี้ เป็นต้น
ปุ่มไลค์ในเฟซบุ๊กถ้าตีความตามตัวอักษรเป๊ะๆ เราจะพบว่ามันเป็นเรื่องประหลาดมากที่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่น่ามีคนมากดไลค์ เช่น เรื่องเศร้า โศกนาฏกรรม อะไรทำนองนี้ ยกตัวอย่าง เช่น มีคนโพสต์ว่าญาติพ่อแม่พี่น้องเสียชีวิต เพื่อนพ้องก็มากดไลค์กันใหญ่?

ขืนแปลตามความหมายตายตัวของคำว่าไลค์คงตีกันตายไม่เลิก

สำหรับคนใช้เฟซบุ๊กปุ่ม "like" ไม่ได้หมายถึงชอบเสมอไป มันมีความหมายอื่นๆ ด้วยในการกด เช่น รับทราบ โอเค เข้าใจ รู้แล้ว เป็นต้น หรือที่มีความหมายแฝงไกลไปกว่ากว่านั้นก็คือการกดไลค์ด้วยความชอบพอคนที่โพสต์หรือแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าคนนั้นจะโพสต์อะไรตามกดไลค์ดะไปทุกที?
นอกจากนั้นยังมีแบบกดไลค์ส่งเดชโดยไม่ได้จริงจังอะไรกับเนื้อหา เผลอๆ ไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ?
อีกแบบหนึ่งคือกดไลค์ตามเพื่อนหรือตามแห่ แบบพอเห็นมีคนกดไลค์ก็กดตามมั่ง เป็นแบบที่เรียกกันว่าพฤติกรรมสัตว์ฝูง ?
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสารไซเอนทิสต์เมื่อเร็วๆ นี้ ยืนยันถึงพฤติกรรมการกดไลค์แบบตามแห่ ทีมวิจัยทดสอบผ่านเว็บไซต์ที่ไม่เปิดเผยชื่อ และเปิดให้มีการกดชอบหรือไม่ชอบสำหรับความคิดเห็นท้ายโพสต์หรือที่เรียกทับศัพท์โดยทั่วไปว่าคอมเมนต์ โดยผลการวิจัยพบว่าการกดไลค์หรือชอบนั้นมีผลให้เกิดพฤติกรรมแบบสัตว์ฝูงตาม มาในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญค่อนข้างมาก กล่าวคือหากมีคอมเมนต์แรกในทางที่เป็นบวก ปฏิกิริยาตอบสนองในการกดมีแนวโน้มจะเป็นไปในทางบวกตามมาค่อนข้างมาก มากกว่าคอมเมนต์ต์ที่เป็นไปในทางลบถึงสองเท่า

งานวิจัยชิ้นที่ว่านี้บอกเราอย่างหนึ่งว่าการใช้สถิติหรือจำนวนของการกดไลค์เป็นตัวชี้วัดนั้น อาจจะไม่สามารถวัดได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเกิดพฤติกรรมแบบสัตว์ฝูงขึ้น

ฝูงชนซึ่งมีพฤติกรรมตามแห่ในโลกออนไลน์อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพที่แท้จริงของคนในโลกออนไลน์

ทุกวันนี้บ่อยครั้งที่เราจะเห็นการพยายามอ่านอารมณ์ของสังคมจากโลกออนไลน์ ตีขลุมแบบง่ายๆ ว่ามันสะท้อนสังคมจริงๆ แต่ความจริงแล้วมันสะท้อนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ตรงข้ามกลับมีหลายส่วนที่เป็นภาพสะท้อนที่บิดเบือนไปจากความจริงที่ดำรงอยู่

โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสื่อกลางที่แพร่หลาย และแพร่ลามไปได้อย่างรวดเร็ว มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถ่ายทอดเรื่องราว โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผลักดันกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการเคลื่อนไหวทางการเมือง ฯลฯ?

ยิ่งด้านการเมืองด้วยแล้วอ่านรหัสผิดคว่ำข้าวเม่าไม่เป็นท่าได้

ต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้เลย เพียงแต่ควรใช้อย่างรู้เท่าทันในธรรมชาติของมัน และมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่แท้จริงมากกว่าเพียงแค่การคิดเอาเองจากปรากฏการณ์ภายนอกที่ผิวเผิน

Instagram เพิ่มลูกเล่น ฟินกว่าเดิม


[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] นับตั้งแต่ Instagram ส่งฟีเจอร์ถ่ายวีดีโอสั้น 15 วินาทีให้บรรดาผู้ใช้มือถือที่เป็น iOS และ Android ผลปรากฏว่ามีกระแสตอบรับที่ดีเอามากๆ จนตอนนี้ความนิยมสามารถแซงหน้าเหนือคู่แข่งอย่าง Vine ไปแบบไม่เห็นฝุ่น แถมล่าสุดนี้ Instagram ก็ประกาศส่งลูกเล่นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้วและน่าจะถูกใจคนชอบอัพวีดีโอสั้นกันแน่นอน
การเปิดให้อัพเดตกันในวันนี้เป็น Instagram ในเวอร์ชั่น 4.1 ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android เพิ่มความสามารถหลักๆเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. ในฟีเจอร์ถ่ายวีดีโอสั้น ผู้ใช้สามารถเลือกวีดีโอจากในอัลบั้มเพื่อแชร์ลงใน Instagram ได้ โดยก่อนแชร์นั้นยังสามารถเลือกฟิลเตอร์ตกแต่งได้ด้วย


2. ในเวอร์ชั่น iOS ผู้ใช้สามารถปรับองศาของภาพได้หลายมุม (ปรับได้สูงสุด 25 องศา) ไม่ว่าจะต้องการให้ภาพนั้นเอียง ตรง หรือตะแคง เพียงแตะที่ปุ่มด้านซ้ายของปุ่มใส่กรอบ


3. สำหรับผู้ที่ใช้มือถือ Android 4.0 Ice Cream Sandwich ยินดีด้วยที่ฟีเจอร์ถ่ายวีดีโอสั้นจาก Instagram สามารถใช้ได้แล้วเช่นกันจร้าา
ใครที่ชอบแชร์วีดีโอสั้นล่ะก็ลองฟีเจอร์ใหม่ที่ดูหน่อยเป็นไง อาจเพลินไปกับการใช้งาน Instagram ยิ่งกว่าเดิมก็ได้นะ ^^ อัพเดต Instagram เวอร์ชั่น 4.1ได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Google Play

ไมโครซอฟท์: ถ้าไม่หนีจาก Windows XP ก่อน 8 เมษายน คุณต้องอยู่กับช่องโหว่ “Zero Day” ไปตลอดกาล


Windows XP

             ไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้ากระทุ้งกลุ่มผู้ใช้งาน Windows XP ให้รีบอัพเกรดไปเป็น Windows เวอร์ชันใหม่ (7/8) อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดไมโครซอฟท์ก็ยกประเด็น Zero Day Exploit ขึ้นมาเล่น โดยกระทุ้งไปประมาณว่า ถ้ายังไม่อัพเกรดออกมาจาก Windows XP หลังวันที่ 8 เมษายน คุณจะต้องอยู่กับช่องโหว่นี้ไปตลอดกาล
โดย Tim Rains ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ช่องโหว่ Zero Day ถูกแก้ไขใน Windows 7 และ 8 ไปเยอะแล้ว ดังนั้นการอัพเกรดจาก Windows XP ขึ้นมาเป็น Windows 7 และ 8 จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้เราอุ่นใจได้ว่าอย่างน้อย ข้อมูลสำคัญต่างๆ ของเราก็ยังคงปลอดภัยเช่นเคย
ทั้งนี้ Rains ยังชี้อีกว่า กลุ่ม Hacker ยังคงพยายามที่จะหาช่องโหว่ Zero Day เพิ่มเติม โดยใช้วิธีการวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) กับตัวแพตช์ที่ไมโครซอฟท์ปล่อยออกไป ซึ่งถ้าพวกเขาหาได้ ก็จะสร้างผลเสียให้กับผู้ใช้ Windows XP ไปอีกเท่าตัวพอสมควร เพราะจะไม่มีแพตช์ออกมาแก้ไขช่องโหว่นี้อีกแล้วนั่นเอง

เตรียมพบกับ Firefox Metro สำหรับ Windows 8 วันรัฐธรรมนูญปีนี้


Firefox

              Mozilla ประกาศวันปล่อยใช้งาน Firefox Metro สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ในวันที่ 10 ธันวาคมปีนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ Firefox 26 นั่นเอง
Firefox ที่ถูกออกแบบแนว Metro นี้ก็เพื่อการใช้งานสำหรับ Windows 8 และ Windows RT ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการใช้งานกับหน้าจอสัมผัส โดยมันจะถูกรวมเข้ากับ Aurora 26 ในวันที่ 16 กันยายนนี้ ก่อนจะปล่อยรุ่นเบต้าในวันที่ 28 ตุลาคม และจะปล่อยให้ใช้งานจริงใน Firefox 26 ตามวันที่กล่าวไว้ข้างต้น
ถึงแม้ว่า Mozilla จะเผยเรื่อง Firefox Metro เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน และเผยรุ่นต้นแบบในเดือนเมษายนปีเดียวกัน แต่การที่เพิ่งจะมีแผนปล่อยให้ใช้งานจริงในปลายปีนี้ก็ถือว่าขั้นตอนการ พัฒนานั้นล่าช้าไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคิดว่า Firefox Metro นั้นจะมีให้ใช้งานเป็นทางการช้ากว่าการเปิดตัว Windows 8 นานนับปี และเอาเข้าจริงแล้วหลังการวางขาย Windows 8.1 อย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ

หลุด ASUS VivoBook X102BA เน็ตบุ๊ก Windows 8 จอ 10.1 นิ้ว, คาดเปิดตัวเดือนหน้า


ASUS
           
 เว็บไซต์ SweClockers เผยภาพหลุดของเน็ตบุ๊กของ ASUS รุ่น VivoVook X102BA ซึ่งเป็นเน็ตบุ๊กที่มีหน้าจอ 10.1 นิ้วที่มาในหน้าตาของตัวเครื่องแบบเน็ตบุ๊กของ ASUS ที่หลายคนคุ้นเคย
สำหรับสเปกเต็ม ๆ ของมันประกอบด้วย
  • หน้าจอสัมผัส 10.1 นิ้วแบบ TN panel ความละเอียด 1,388 x 768 พิกเซล
  • ชิปเซต AMD A4 รหัส 1200 ตระกูล Temash แบบ dual-core 1.0 GHz พร้อมชิปกราฟิก Radeon HD 8180
  • ฮาร์ดดิสก์เริ่มต้นที่ 320 GB (สูงสุด 500 GB)
  • แรมเริ่มต้นที่ 2 GB แบบ DDR3L (สูงสุด 4 GB)
  • แถมพื้นที่บน WebStorage ของ ASUS 32 GB
  • พอร์ต USB 2.0 ทั้งหมด 2 พอร์ต, USB 3.0 ทั้งหมด 1 พอร์ต, ช่อง HDMI, VGA, ช่องอ่านการ์ด SD, ช่องต่อสาย Ethernet, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • Wi-Fi มาตรฐาน b/g/n
  • บลูทูธ 4.0
  • มาพร้อม Windows 8 และ Microsoft Office Home & Student 2013
สำหรับราคาเริ่มต้นของเน็ตบุ๊กตัวนี้อยู่ราว ๆ 330 ยูโร หรือประมาณ 13,000 บาท คาดว่า ASUS จะเปิดตัวประมาณเดือนหน้าที่จะถึงนี้ครับ


ASUS VivoBook Netbook Leaked

ที่มา: Blognone SweClockers, Engadget

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556


Facebook อธิบายอัลกอริทึม News Feed แบบใหม่,เลิกใช้ชื่อ EdgeRank
Facebook

ข่าวนี้เป็นเวอร์ชันขยายความของข่าว Facebook ปรับอัลกอริทึมในการดึงเรื่องราวมาแสดงใน News Feed


Lars Backstrom วิศวกรของ Facebook ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Marketing Land ถึงความเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม News Feed (ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการเลย) จากเดิมที่ใช้อัลกอริทึมซึ่งมีชื่อเล่นว่า EdgeRank ก็เปลี่ยนมาใช้อัลกอริทึมตัวใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก (ตัวใหม่นี้ไม่มีชื่อเรียกแล้ว)
เดิมที EdgeRank พิจารณาปัจจัย 3 ประการสำคัญในการเลือกโพสต์มาแสดงบน News Feed ได้แก่
  • Affinity ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับเนื้อหาว่าใกล้ชิดกันแค่ไหน
  • Weight น้ำหนักของการกระทำ (action) ต่อเนื้อหานั้นๆ
  • Decay ความสดใหม่ของเนื้อหา
อัลกอริทึมตัวใหม่ยังนำปัจจัยทั้ง 3 ตัวข้างต้นมาคำนวณ แต่ก็เพิ่มปัจจัยอื่นๆ เข้ามาอีกมาก ซึ่ง Backstrom ให้ข้อมูลว่ามีปัจจัยที่ถูกนำมาคำนวณมากถึง 100,000 ชนิดเลยทีเดียว
อัลกอริทึมใหม่ให้ความสำคัญกับข้อมูลอื่นๆ ดังนี้
  • Affinity มีความละเอียดมากขึ้น แบ่งหมวดหมู่และน้ำหนักที่ใช้คำนวณ รวมถึงคิดความสัมพันธ์ของผู้ใช้ทั้งระบบต่อเนื้อหานั้นๆ (เช่น จำนวนไลค์ของทุกคนต่อโพสต์) แทนที่จะคิดจากความสัมพันธ์ของผู้ใช้เพียงคนเดียวต่อเนื้อหานั้นๆ ด้วย
  • การตั้งค่าของผู้ใช้ต่อเพื่อนหรือเพจ เช่น ตั้งค่าเพื่อนเป็น close friend หรือ acquaintance จะมีน้ำหนักที่ต่างกัน ส่วนกรณีของเพจ ถ้าเลือกเป็น Get notifications หรือ Receive updates ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น
  • Post Types หรือชนิดของเนื้อหา ขึ้นกับตัวผู้ใช้คนนั้นๆ ว่ามีพฤติกรรมชอบดูเนื้อหาแบบไหน เช่น ถ้าชอบดูเนื้อหาที่เป็นรูปภาพ ก็จะมีโอกาสเห็นเนื้อหาแบบรูปภาพมากขึ้น, ชอบกดลิงก์ในเนื้อหา ก็มีโอกาสเห็นเนื้อหาที่มีลิงก์มากขึ้น
  • การกด Hide Post หรือ Spam Reporting ของผู้ใช้ก็มีผลต่อคะแนนของโพสต์นั้นๆ ในการแสดงผลต่อผู้ใช้คนอื่นๆ แต่การคิดคะแนนก็ละเอียดอ่อนถึงระดับมีปัจจัยเรื่องเวลาในการกด hide/spam มาคำนวณด้วย
  • การคลิกดูโฆษณาหรือการกดดู Timeline ของผู้ใช้คนอื่น ก็มีผลต่อการแสดงเนื้อหาของเพจหรือผู้ใช้คนนั้นๆ มากขึ้น
  • ชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้งาน-ความเร็วของเครือข่าย มีผลต่อการแสดงเนื้อหาบางประเภท เช่น ถ้าดูบนมือถือที่การเชื่อมต่อเน็ตช้าๆ ก็อาจไม่เห็นเนื้อหาบางอย่างที่ต้องโหลดมากๆ



วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556



Android 4.3 Jelly Bean ที่เปิดตัวเมื่อคืนนี้สามารถใช้ได้กับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนา โดยอินเตอร์เฟซหรือส่วนติดต่อกับผู้ใช้ยังคงหน้าตาคล้ายกับ Jelly Bean รุ่นก่อน แต่เน้นที่ฟีเจอร์ใหม่ๆ ประกอบไปด้วย
- OpenGL ES 3.0 คุณสมบัตินี้เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการทำเกมที่มีกราฟฟิกสูง ซึ่งใน Android 4.3 จะช่วยให้การเล่นเกมที่มีกราฟฟิกสูงๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
- Bluetooth Smart เป็นเซนเซอร์สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ประเภท wearable computing เช่น Smart Watch หรืออุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกาย ซึ่ง Bluetooth ชนิดนี้ช่วยให้การใช้พลังงานต่ำลง
- Bluetooth AVRCP 1.3 สนับสนุนการควบคุมอุปกรณ์สตรีมเพลงทั้งในโทรศัพท์มือถือหรือสเตอริโอในรถของคุณ
- เพิ่มความสามารถในฟีเจอร์ Multi User ด้วย Restricted Profiles สามารถตั้งค่าจำกัดการใช้งานแอพพลิเคัชั่นของบุคคลอื่น รวมไปถึงฟีเจอร์อย่าง in app purchase ซึ่งวิธีการนี้จะป้องกันลูกๆหลานๆของคุณไม่ให้เผลอกดซื้อแอพที่เสียเงินโดยไม่ได้ตั้งใจได้
- พัฒนาเซนเซอร์การจับตำแหน่งของ Wi-Fi ได้แม่นยำขึ้น
- พัฒนา Notification access หรือการแจ้งเตือนให้มีการแสดงผลในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์ Android ใกล้เคียงผ่าน Bluetooth
สำหรับ Android 4.3 Jelly Bean จะทะยอยให้อุปกรณ์ที่เป็น Android ได้เริ่มอัพเดตไล่ตั้งแต่  Nexus 7 (รุ่นเก่า) Nexus 4, Nexus 10, และ Galaxy Nexus ผ่าน OTA ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป